Welcome to Thai Honda Freed

รีวิว: Honda Freed สบาย สบาย สไตล์ท่องเที่ยว

ฮอนด้า นัดหมายสื่อมวลชนที่โรงแรมสุโขทัย ซึ่งตั้งอยู่บนถนนสาทร รับประทานอาหารกลางวันท่ามกลางบรรยากาศธรรมชาติที่ห้องอาหาร Garden Villa จากนั้นจึงเข้าสู่พิธีการ บรรยายสรุปเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์และเส้นทางที่ใช้ในการทดสอบ

สำหรับรถยนต์ที่ใช้ทดสอบเป็นรุ่นสูงสุด E Navi Sport มาครบๆ ทั้งประตูสไลด์ไฟฟ้า 2 ด้าน ควบคุมด้วยคันโยกบนบานประตู สวิตช์ที่คอนโซลฝั่งผู้ขับ และสวิตช์ที่รีโมตคอนโทรล ระบบนำทางผ่านดาวเทียม ซึ่งใช้ซอฟแวร์ที่หลายคนคุ้นเคย เครื่องเล่น DVD กล้องมองหลังพร้อมตัวกะระยะบนจอ คิ้วบันไดสเตนเลส หัวเกียร์หุ้มหนัง

ภายนอก European Style โฉบเฉี่ยวด้วยชุดแต่งแบบสปอร์ต ทั้งกระจังหน้า สปอตไลต์ และสปอยเลอร์หลัง เส้นตัวถังด้านข้างช่วยให้รถดูสปอร์ต กลมกลืนกับไฟหน้าและไฟท้ายทรงเฉียบ

แบ่งกลุ่มทดสอบออกเป็นคันละ 4 คนเท่ากับการแบ่งช่วงในการขับทดสอบ ขับจากโรงแรมสุโขทัยไปยัง Rest Detail Hotel ระยะทางประมาณ 190 กิโลเมตร (มีเพียงบางคันเท่านั้นที่ต้องขับกัน 3 คน) เมื่อขับไป-กลับ แต่ละคนจะได้ขับประมาณ 90 กิโลเมตร

สำหรับ คันที่ผมทดลองขับพิเศษหน่อย ตรงที่ตอนขาไปมีตากล้องวีดีโอพ่วงมาด้วย ผู้ขับรวมผู้โดยสาร 5 คน และสัมภาระอีก 1 กอง คำนวนน้ำหนักคร่าวๆ ได้กว่า 400 กิโลกรัม คงพอจินตนาการได้ว่า แต่ละคนจะมีรูปร่างไซส์ประมาณไหน

ก่อน ออกเดินทาง มีการแสดงละครใบ้เกี่ยวกับความเอนกประสงค์ของ ฟรีด ที่สามารถจุสัมภาระขนาดใหญ่ได้อย่างเกินตัว อย่าถามว่าทำได้อย่างไร เพราะพิธีกรสาวสวยทั้ง 2 คน คือ น้องหนิง และ น้องลูกกอล์ฟ ดึงความสนใจจากผมไปจนหมด หันมาอีกทีนักแสดงละครใบ้ทั้ง 2 คน ก็นำของใส่เข้าไปใน ฟรีด จนหมดแล้ว

ช่วงที่ 1 ระยะทาง 47 กิโลเมตร


เป็นที่รู้กันในกลุ่มเพื่อนสื่อมวลชนที่นั่งมาด้วยกันว่า ผมเป็นโรคแพ้กรุงเทพฯ ขับยังไงก็หลง ตอนแรกก็คิดว่าจะขับเป็นมือแรก จะได้ทดลองใช้ระบบนำทางผ่านดาวเทียม แต่เพื่อความปลอดภัย จึงเปลี่ยนให้สื่อมวลชนท่านอื่นขับออกจากกรุงเทพฯ ก่อนดีกว่า

ส่วนผมย้ายไปนั่งบนเบาะแถวกลางซึ่งเป็นแบบ Captain’s Seat แยกเป็นเบาะเดี่ยว ปรับเอนและเลื่อนเดินหน้า-ถอยหลังได้ แถมมีที่เท้าแขนแบบพับได้ในตัว เบาะนั่งรองรับร่างกายเจ้าเนื้อของผมได้อย่างน่าแปลกใจ

ช่องวางขามีให้พอสมควร โดยได้รับความเอื้อเฟื้อจากผู้โดยสารข้างผู้ขับ ที่ช่วยปรับเลื่อนเบาะไปข้างหน้าให้บ้าง ไม่ได้เลื่อนถอยหลังมาจนสุดรางเบาะ ส่วนพื้นที่ด้านข้างเหลือเฟือ เพราะวางเบาะนั่งแบบ Captain’s Seat ไว้เพียง 2 ตัว พื้นห้องโดยสารแบบเรียบ ฮอนด้าเตรียมขนมขบเคี้ยวพร้อมน้ำดื่มไว้ให้พร้อม

ในรถทดสอบส่วนใหญ่มักจะไม่ติดฟิล์มกรองแสง สำหรับ ฟรีด ก็เช่นกัน กระจกรอบคันบานใหญ่ ขับทดสอบในช่วง 14.00-17.00 น. ช่วงแรกแดดร้อนจัด แต่แอร์ก็ยังกระจายความเย็นมาถึง สอบถามไปยังตากล้องวีดีโอซึ่งนั่งบนเบาะแถวหลังสุด ก็บอกว่าไม่ร้อน แต่ก็ไม่ถึงกับเย็นฉ่ำ ถ้าเร่งความเร็วพัดลมแอร์อีกหน่อย และติดฟิล์มกรองแสงคุณภาพดี ก็น่าจะเย็นฉ่ำกว่านี้

เป็นอันว่า เบาะนั่งแถวกลางมีความสะดวกสบายเพราะปรับเอนได้ และมีที่เท้าแขน พื้นที่กว้างขวางพอสมควร และแอร์เย็น ถ้าไม่ติดว่านี่เป็นการทดลองขับ ผมจะยึดที่นั่งนี้ไว้จนถึงปลายทาง

เมื่อนั่งเข้าที่เข้าทางแล้ว จึงเริ่มใช้สายตาสำรวจไปยังแผงหน้าปัด รวมทั้งห้องโดยสารด้านหน้า ซึ่งฮอนด้าระบุว่าเป็นแบบ Open Cafe แปลกตาด้วยการแบ่งหน้าปัดออกเป็น 2 ชั้น โดยรวมดูแล้วล้ำสมัยเข้ากับรูปทรงภายนอก

ให้เป็นทรงแบน ตรงกลางติดตั้งสวิตช์ควบคุมระบบปรับอากาศ คันเกียร์อยู่รวมกับแผงหน้าปัด เพื่อเปิดทางให้ผู้โดยสารด้านหน้าเดินทะลุไปถึงเบาะแถว 3 ได้โดยไม่ต้องลงจากรถ

หลังคันเกียร์มีหลุมเล็กๆ สำหรับใส่ของกระจุกกระจิกพร้อมที่วางแก้วน้ำแบบหลุมและแบบพับเก็บได้ ที่ใส่ของบริเวณคอนโซลกลางด้านล่าง และลิ้นชักเก็บของด้านหน้าผู้โดยสารข้างผู้ขับ แผงประตูคู่หน้าก็มีที่เก็บของขนาดพอพึ่งพาได้ บนเพดานมีไฟอ่านแผนที่

คอนโซล หน้าฝั่งขวาด้านผู้ขับ ติดตั้งสวิตช์ควบคุมประตูสไลด์ซึ่งทำงานด้วยระบบไฟฟ้า ทั้งเปิดและปิด สวิตช์ปรับและพับกระจกมองข้าง ซึ่งทำงานด้วยระบบไฟฟ้าเช่นกัน เหลือบมามองของใกล้ตัวคือ ด้านหลังพนักพิงเบาะคู่หน้า พบว่าฝั่งผู้โดยสารมีทั้งช่องใส่เอกสารและตะขอแขวนสัมภาระแบบพับเก็บได้

ผู้ขับมือแรกรายงานว่า ที่ความเร็วประมาณ 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง บนทางเรียบตรง ให้ความรู้สึกนุ่มนวล แต่การเข้าโค้งด้วยความเร็วเดียวกัน จะมีอาการโยนมากไปนิด ส่วนหนึ่งน่าจะมาจากตัวรถที่สูง 1,735 มิลลิเมตร และยาง 185/65/15 หน้าแคบแก้มสูง เพื่อนสื่อมวลชนที่มีประสบการณ์คิดว่าถ้าเพิ่มแรงดันลมยางอีกนิด น่าจะช่วยลดการบิดตัวของแก้มยางได้ จึงตกลงกันว่าจะลองเติมเพิ่มเมื่อถึงจุดแวะถัดไป

ช่วงที่ 2 ระยะทาง 43 กิโลเมตร

ถึงปั๊มปตท. กม. 35 แวะดื่มกาแฟเข้าห้องน้ำประมาณ 15 นาที จากนั้นจึงเดินทางต่อ ก่อนออกเดินทาง ไม่ลืมที่จะเติมลมยางเพิ่มด้วยเครื่องเติมอัตโนมัติ เมื่อเสียบหัวเติมเข้าไปพบว่ามีแรงดันลมยาง 32 ปอนด์ต่อตารางนิ้วตามสเปค แต่เนื่องจากบรรทุกหนักและเดินทางไกล จึงตัดสินใจเพิ่มลมยางเป็น 36 ปอนด์ต่อตารางนิ้ว

ผมรับหน้าที่เป็นผู้ขับคนที่ 2 เพราะเส้นทางข้างหน้านั้นตรงอย่างเดียว ไม่ซับซ้อน รวมทั้งมีความคุ้นเคยพอสมควร เมื่อขับออกไปได้สักพัก ทุกคนก็ลงความเห็นเป็นเอกฉันท์ว่า รถมีการโยนตัวลดลง แสดงว่าคำเตือนให้เพิ่มแรงดันลมยางเมื่อบรรทุกหนักนั้นถูกต้องแล้ว

บางช่วงที่ถนนโล่งจึง ลองกดคันเร่งมิดแช่ไว้ พบว่าอัตราเร่งช่วงต้นทำได้ดีพอสมควร แม้จะค่อนข้างอืด แต่ก็ไม่แปลกใจ เพราะอย่าลืมว่าม้า 118 ตัว ต้องลากน้ำหนักรวมกว่า 1,700 กิโลกรัม จากนั้นจะอัตราเร่งจะเริ่มแผ่วลง ตามสัดส่วนของความเร็วที่เพิ่มขึ้น

คันเร่งเป็นแบบ Drive by Wire การคิ๊กดาวน์เพื่อเร่งแซงก็เช่นกัน ที่ความเร็วต่ำ-ปานกลาง ยังมีความกระฉับกระเฉงให้สัมผัสบ้าง แต่ถ้าใช้ความเร็วสูงอยู่แล้ว เมื่อคิ๊กดาวน์ความเร็วจะเพิ่มขึ้นอย่างช้าๆ

เกียร์ อัตโนมัติ 5 จังหวะ ควบคุมการทำงานด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ Grade Logic Control พร้อม Direct Control และ Shift Hold Control ทำงานรวดเร็วตอบสนองฉับไวเมื่อกดคันเร่งคิ๊กดาวน์ การเปลี่ยนเกียร์ลงต่ำมีความนุ่มนวล เช่นเดียวกับการเปลี่ยนเกียร์ที่รอบสูง ก็ไม่มีอาการกระชากให้สัมผัส

ระบบกันสะเทือนหน้าอิสระ แม็กเฟอร์สันสตรัต พร้อมเหล็กกันโคลง ด้านหลังทอร์ชั่นบีม ประสิทธิภาพอยู่ในระดับปกติ เน้นความนุ่มนวลเป็นหลัก เดินทางไกลด้วยความเร็วประมาณ 120 กิโลเมตร/ชั่วโมงได้อย่างสบาย และง่ายต่อการควบคุม พวงมาลัยเพาเวอร์ไฟฟ้า เบาแรงที่ความเร็วต่ำ และไม่โหวงเหวงเมื่อใช้ความเร็วสูง

ที่ความเร็วประมาณนี้ มาตรวัดอัตราสิ้นเปลืองแบบดิจิตอลบนแผงหน้าปัด แจ้งตัวเลข 14 กิโลเมตรต่อลิตร อาจไม่หรูหราถ้าดูแค่เครื่องยนต์ 1,500 ซีซี แต่หรูมากเมื่อเป็นรถทรงสูง และแบกน้ำหนักถึง 1,700 กิโลกรัม

ตำแหน่งการขับไม่เหมือนกับรถเก๋งเสียทีเดียว ออกแนวกึ่งเก๋งกึ่งรถเอนกประสงค์ มุมมองรอบคันโดยเฉพาะด้านหน้า กว้างโปร่งโล่งกว่ารถเก๋งทั่วไป เหมาะกับการขับท่องเที่ยวชมวิวเป็นอย่างยิ่ง และจะดีมากขึ้นถ้าได้ย้ายไปนั่งฝั่งผู้โดยสารด้านหน้า

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ ที่นี่

« เมื่อ: ธันวาคม 10, 2009, 11:50:30 AM »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง แก้ไขข้อความแก้ไข ลบข้อความลบทิ้ง แยกหัวข้อแยกหัวข้อ

ก่อน ฮอนด้า ฟรีด เปิดตัวเป็นทางการในเมืองไทยไม่นาน บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด ได้เชิญสื่อมวลชนกลุ่มใหญ่ไปทดลองขับถึงประเทศอินโดนิเซีย จากนั้นกระแส ‘ฟรีด ฟีเวอร์’ ก็ระบาดในกลุ่มคนรักฮอนด้า มีการเปิดเวบไซต์เพื่อพูดคุยทุกเรื่องราวเกี่ยวกับฟรีด โดยมีประเด็นร้อนอยู่ที่การคาดคะเนว่า ฮอนด้าจะตั้งราคาฟรีดประมาณเท่าไร มีคนอยากซื้อถึงขั้นนัดแนะรวมกลุ่มกันไปเพื่อจองรถทันทีที่เปิดจอง

- หลัง เปิดตัวพร้อมราคาอย่างเป็นทางการ ทำเอาหลายคนถอดใจ ตัดพ้อ และถึงขั้นบ่นด่า เนื่องจากฮอนด้าตั้งราคาฟรีดไว้สูงกว่าที่หลายคนคาดไว้ โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบกับขนาดของรถและเครื่องยนต์แค่ 1,500 ซีซี รุ่นพื้นฐาน S ราคา 894,500 บาท และ รุ่นสูงสุด E Navi Sport ราคา 1,074,500 บาท

- เรื่องราคาจะส่งผลกระทบกับยอดขายแค่ไหน? จะทำได้ตามเป้าที่ตั้งไว้หรือไม่? ต้องดูกันยาวๆ

- ทิ้งช่วงจากงานเปิดตัวเพียงไม่กี่วัน ฮอนด้าก็เชิญสื่อมวลชนร่วมทดสอบ ฟรีด ในแบบ Group Test บนเส้นทางกรุงเทพ-หัวหิน
ระยะ ทางรวมไป-กลับประมาณ 380 กิโลเมตร มีโอกาสได้ทดลองขับ วัดอัตราเร่ง และอัตราสิ้นเปลือง รวมถึงได้ลองนั่งทั้งบนเบาะแถวกลางและแถวหลังด้วย

- เกริ่นไว้ก่อนว่าหลังทดลองขับ ฮอนด้า ฟรีด ทำให้ผมแปลกใจ และไม่แปลกใจ ในเวลาเดียวกัน

ทดสอบสไตล์ท่องเที่ยว
ฮอนด้า นัดหมายสื่อมวลชนที่โรงแรมสุโขทัย ซึ่งตั้งอยู่บนถนนสาทร รับประทานอาหารกลางวันท่ามกลางบรรยากาศธรรมชาติที่ห้องอาหาร Garden Villa จากนั้นจึงเข้าสู่พิธีการ บรรยายสรุปเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์และเส้นทางที่ใช้ในการทดสอบ

สำหรับรถยนต์ที่ใช้ทดสอบเป็นรุ่นสูงสุด E Navi Sport มาครบๆ ทั้งประตูสไลด์ไฟฟ้า 2 ด้าน ควบคุมด้วยคันโยกบนบานประตู สวิตช์ที่คอนโซลฝั่งผู้ขับ และสวิตช์ที่รีโมตคอนโทรล ระบบนำทางผ่านดาวเทียม ซึ่งใช้ซอฟแวร์ที่หลายคนคุ้นเคย เครื่องเล่น DVD กล้องมองหลังพร้อมตัวกะระยะบนจอ คิ้วบันไดสเตนเลส หัวเกียร์หุ้มหนัง

ภายนอก European Style โฉบเฉี่ยวด้วยชุดแต่งแบบสปอร์ต ทั้งกระจังหน้า สปอตไลต์ และสปอยเลอร์หลัง เส้นตัวถังด้านข้างช่วยให้รถดูสปอร์ต กลมกลืนกับไฟหน้าและไฟท้ายทรงเฉียบ

แบ่งกลุ่มทดสอบออกเป็นคันละ 4 คนเท่ากับการแบ่งช่วงในการขับทดสอบ ขับจากโรงแรมสุโขทัยไปยัง Rest Detail Hotel ระยะทางประมาณ 190 กิโลเมตร (มีเพียงบางคันเท่านั้นที่ต้องขับกัน 3 คน) เมื่อขับไป-กลับ แต่ละคนจะได้ขับประมาณ 90 กิโลเมตร

สำหรับ คันที่ผมทดลองขับพิเศษหน่อย ตรงที่ตอนขาไปมีตากล้องวีดีโอพ่วงมาด้วย ผู้ขับรวมผู้โดยสาร 5 คน และสัมภาระอีก 1 กอง คำนวณน้่ำหนักคร่าวๆ ได้กว่า 400 กิโลกรัม คงพอจินตนาการได้ว่า แต่ละคนจะมีรูปร่างไซส์ประมาณไหน

ก่อน ออกเดินทาง มีการแสดงละครใบ้เกี่ยวกับความเอนกประสงค์ของ ฟรีด ที่สามารถจุสัมภาระขนาดใหญ่ได้อย่างเกินตัว อย่าถามว่าทำได้อย่างไร เพราะพิธีกรสาวสวยทั้ง 2 คน คือ น้องหนิง และ น้องลูกกอล์ฟ ดึงความสนใจจากผมไปจนหมด หันมาอีกทีนักแสดงละครใบ้ทั้ง 2 คน ก็นำของใส่เข้าไปใน ฟรีด จนหมดแล้ว



ช่วงที่ 1 ระยะทาง 47 กิโลเมตร
เป็น ที่รู้กันในกลุ่มเพื่อนสื่อมวลชนที่นั่งมาด้วยกันว่า ผมเป็นโรคแพ้กรุงเทพฯ ขับยังไงก็หลง ตอนแรกก็คิดว่าจะขับเป็นมือแรก จะได้ทดลองใช้ระบบนำทางผ่านดาวเทียม แต่เพื่อความปลอดภัย จึงเปลี่ยนให้สื่อมวลชนท่านอื่นขับออกจากกรุงเทพฯ ก่อนดีกว่า

ส่วนผมย้ายไปนั่งบนเบาะแถวกลางซึ่งเป็นแบบ Captain’s Seat แยกเป็นเบาะเดี่ยว ปรับเอนและเลื่อนเดินหน้า-ถอยหลังได้ แถมมีที่เท้าแขนแบบพับได้ในตัว เบาะนั่งรองรับร่างกายเจ้าเนื้อของผมได้อย่างน่าแปลกใจ

ช่อง วางขามีให้พอสมควร โดยได้รับความเอื้อเฟื้อจากผู้โดยสารข้างผู้ขับ ที่ช่วยปรับเลื่อนเบาะไปข้างหน้าให้บ้าง ไม่ได้เลื่อนถอยหลังมาจนสุดรางเบาะ ส่วนพื้นที่ด้านข้างเหลือเฟือ เพราะวางเบาะนั่งแบบ Captain’s Seat ไว้เพียง 2 ตัว พื้นห้องโดยสารแบบเรียบ ฮอนด้าเตรียมขนมขบเคี้ยวพร้อมน้ำดื่มไว้ให้พร้อม

ใน รถทดสอบส่วนใหญ่มักจะไม่ติดฟิล์มกรองแสง สำหรับ ฟรีด ก็เช่นกัน กระจกรอบคันบานใหญ่ ขับทดสอบในช่วง 14.00-17.00 น. ช่วงแรกแดดร้อนจัด แต่แอร์ก็ยังกระจายความเย็นมาถึง สอบถามไปยังตากล้องวีดีโอซึ่งนั่งบนเบาะแถวหลังสุด ก็บอกว่าไม่ร้อน แต่ก็ไม่ถึงกับเย็นฉ่ำ ถ้าเร่งความเร็วพัดลมแอร์อีกหน่อย และติดฟิล์มกรองแสงคุณภาพดี ก็น่าจะเย็นฉ่ำกว่านี้

เป็นอันว่า เบาะนั่งแถวกลางมีความสะดวกสบายเพราะปรับเอนได้ และมีที่เท้าแขน พื้นที่กว้างขวางพอสมควร และแอร์เย็น ถ้าไม่ติดว่านี่เป็นการทดลองขับ ผมจะยึดที่นั่งนี้ไว้จนถึงปลายทาง

เมื่อนั่งเข้าที่เข้าทางแล้ว จึงเริ่มใช้สายตาสำรวจไปยังแผงหน้าปัด รวมทั้งห้องโดยสารด้านหน้า ซึ่งฮอนด้าระบุว่าเป็นแบบ Open Cafe แปลกตาด้วยการแบ่งหน้าปัดออกเป็น 2 ชั้น โดยรวมดูแล้วล้ำสมัยเข้ากับรูปทรงภายนอก


ส่วนบนมีชุดมาตรวัดแบบดิจิตอล คอนโซลกลางยื่นออกมาเล็กน้อย ติดตั้งจอของระบบนำทางผ่านดาวเทียม ประกบด้วยช่องแอร์ขนาดใหญ่ น่าจะเตรียมไว้สำหรับผู้โดยสารแถวกลางและแถวหลัง ส่วนผู้ขับและผู้โดยสารด้านหน้า มีช่ิองแอร์ส่วนตัวที่มุมซ้าย-ขวาของแผงหน้าปัด

ส่วน ล่างออกแบบให้เป็นทรงแบน ตรงกลางติดตั้่งสวิตช์ควบคุมระบบปรับอากาศ คันเกียร์อยู่รวมกับแผงหน้าปัด เพื่อเปิดทางให้ผู้โดยสารด้านหน้าเดินทะลุไปถึงเบาะแถว 3 ได้โดยไม่ต้องลงจากรถ

หลัง คันเกียร์มีหลุมเล็กๆ สำหรับใส่ของกระจุกกระจิกพร้อมที่วางแก้วน้ำแบบหลุมและแบบพับเก็บได้ ที่ใส่ของบริเวณคอนโซลกลางด้านล่าง และลิ้นชักเก็บของด้านหน้าผู้โดยสารข้างผู้ขับ แผงประตูคู่หน้าก็มีที่เก็บของขนาดพอพึ่งพาได้ บนเพดานมีไฟอ่านแผนที่

คอนโซล หน้าฝั่งขวาด้านผู้ขับ ติดตั้งสวิตช์ควบคุมประตูสไลด์ซึ่งทำงานด้วยระบบไฟฟ้า ทั้งเปิดและปิด สวิตช์ปรับและพับกระจกมองข้าง ซึ่งทำงานด้วยระบบไฟฟ้าเช่นกัน เหลือบมามองของใกล้ตัวคือ ด้านหลังพนักพิงเบาะคู่หน้า พบว่าฝั่งผู้โดยสารมีทั้งช่องใส่เอกสารและตะขอแขวนสัมภาระแบบพับเก็บได้

ผู้ขับมือแรกรายงานว่า ที่ความเร็วประมาณ 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง บนทางเรียบตรง ให้ความรู้สึกนุ่มนวล แต่การเข้าโค้งด้วยความเร็วเดียวกัน จะมีอาการโยนมากไปนิด ส่วนหนึ่งน่าจะมาจากตัวรถที่สูง 1,735 มิลลิเมตร และยาง 185/65/15 หน้าแคบแก้มสูง เพื่อนสื่อมวลชนที่มีประสบการณ์คิดว่าถ้าเพิ่มแรงดันลมยางอีกนิด น่าจะช่วยลดการบิดตัวของแก้มยางได้ จึงตกลงกันว่าจะลองเติมเพิ่มเมื่อถึงจุดแวะถัดไป


ช่วงที่ 2 ระยะทาง 43 กิโลเมตร
ถึง ปั๊มปตท. กม. 35 แวะดื่มกาแฟเข้าห้องน้ำประมาณ 15 นาที จากนั้นจึงเดินทางต่อ ก่อนออกเดินทาง ไม่ลืมที่จะเติมลมยางเพิ่มด้วยเครื่องเติมอัตโนมัติ เมื่อเสียบหัวเติมเข้าไปพบว่ามีแรงดันลมยาง 32 ปอนด์ต่อตารางนิ้วตามสเปค แต่เนื่องจากบรรทุกหนักและเดินทางไกล จึงตัดสินใจเพิ่มลมยางเป็น 36 ปอนด์ต่อตารางนิ้ว

ผม รับหน้าที่เป็นผู้ขับคนที่ 2 เพราะเส้นทางข้างหน้านั้นตรงอย่างเดียว ไม่ซับซ้อน รวมทั้งมีความคุ้นเคยพอสมควร เมื่อขับออกไปได้สักพัก ทุกคนก็ลงความเห็นเป็นเอกฉันท์ว่า รถมีการโยนตัวลดลง แสดงว่าคำเตือนให้เพิ่มแรงดันลมยางเมื่อบรรทุกหนักนั้นถูกต้องแล้ว

บางช่วงที่ถนนโล่งจึงลองกดคันเร่งมิดแช่ไว้ พบว่าอัตราเร่งช่วงต้นทำได้ดีพอสมควร แม้จะค่อนข้างอืด แต่ก็ไม่แปลกใจ เพราะอย่าลืมว่าม้า 118 ตัว ต้องลากน้ำหนักรวมกว่า 1,700 กิโลกรัม จากนั้นจะอัตราเร่งจะเริ่มแผ่วลง ตามสัดส่วนของความเร็วที่เพิ่มขึ้น

คันเร่งเป็นแบบ Drive by Wire การคิ๊กดาวน์เพื่อเร่งแซงก็เช่นกัน ที่ความเร็วต่ำ-ปานกลาง ยังมีความกระฉับกระเฉงให้สัมผัสบ้าง แต่ถ้าใช้ความเร็วสูงอยู่แล้ว เมื่อคิ๊กดาวน์ความเร็วจะเพิ่มขึ้นอย่างช้าๆ

เกียร์ อัตโนมัติ 5 จังหวะ ควบคุมการทำงานด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ Grade Logic Control พร้อม Direct Control และ Shift Hold Control ทำงานรวดเร็วตอบสนองฉับไวเมื่อกดคันเร่งคิ๊กดาวน์ การเปลี่ยนเกียร์ลงต่ำมีความนุ่มนวล เช่นเดียวกับการเปลี่ยนเกียร์ที่รอบสูง ก็ไม่มีอาการกระชากให้สัมผัส

ระบบ กันสะเทือนหน้าอิสระ แม็กเฟอร์สันสตรัต พร้อมเหล็กกันโคลง ด้านหลังทอร์ชั่นบีม ประสิทธิภาพอยู่ในระดับปกติ เน้นความนุ่มนวลเป็นหลัก เดินทางไกลด้วยความเร็วประมาณ 120 กิโลเมตร/ชั่วโมงได้อย่างสบาย และง่ายต่อการควบคุม พวงมาลัยเพาเวอร์ไฟฟ้า เบาแรงที่ความเร็วต่ำ และไม่โหวงเหวงเมื่อใช้ความเร็วสูง

ที่ ความเร็วประมาณนี้ มาตรวัดอัตราสิ้นเปลืองแบบดิจิตอลบนแผงหน้าปัด แจ้งตัวเลข 14 กิโลเมตรต่อลิตร อาจไม่หรูหราถ้าดูแค่เครื่องยนต์ 1,500 ซีซี แต่หรูมากเมื่อเป็นรถทรงสูง และแบกน้ำหนักถึง 1,700 กิโลกรัม

ตำแหน่ง การขับไม่เหมือนกับรถเก๋งเสียทีเดียว ออกแนวกึ่งเก๋งกึ่งรถเอนกประสงค์ มุมมองรอบคันโดยเฉพาะด้านหน้า กว้างโปร่งโล่งกว่ารถเก๋งทั่วไป เหมาะกับการขับท่องเที่ยวชมวิวเป็นอย่างยิ่ง และจะดีมากขึ้นถ้าได้ย้ายไปนั่งฝั่งผู้โดยสารด้านหน้า

ช่วงที่ 3 ระยะทาง 45 กิโลเมตร
เมื่อ ถึงจุดพักรถที่ 2 ระหว่างรอเพื่อนสื่อมวลชนพักผ่อนยืดเส้นยืดสาย ผมได้ทดลองระบบประตูสไลด์ไฟฟ้า ซึ่งบนบานประตูสไลด์มีคันโยกสำหรับเปิด-ปิดประตู ทำงานด้วยระบบไฟฟ้า ออกแรงโยกเพียงเบาๆ ประตูก็เปิด-ปิดได้อย่างนุ่มนวล เปิดได้กว้างถึง 600 มิลลิเมตร ขึ้น-ลงสะดวก

เล่น ไปเล่นมาเกิดความสงสัย จึงเอามือขวางไว้แล้วให้เพื่อนกดสวิตช์ปิดประตู พบว่า ฟรีด มีระบบป้องกันการหนีบมาให้ด้วย ออกแรงต้านเพียงเล็กน้อย ประตูที่กำลังจะปิดก็เลื่อนกลับไปยังตำแหน่งเปิดสุด ถ้าประตูหนีบร่างกายจริงๆ ยังไม่ทันเจ็บตัวประตูก็เลื่อนกลับแล้ว

เดิน ไปดูประตูบานท้ายซึ่งเป็นแบบเปิดขึ้นด้านบน เปิดได้ลึกเกือบสุดแนวกันชนด้านล่าง เมื่อเปิดขึ้นสุดแล้วจึงกว้างจุใจ บวกกับเบาะหลังที่พับเก็บไว้ด้านข้างได้ จึงสามารถเคลื่อนย้ายสิ่งของขนาดใหญ่ได้

มิติ ตัวถังมีความยาว 4,215 มิลลิเมตร กว้าง 1,700 มิลลิเมตร สูง 1,735 มิลลิเมตร ฐานล้อ 2,740 มิลลิเมตร ความกว้างล้อหน้า/หลัง 1,478/1,466 มิลลิเมตร ความสูงจากพื้น 165 มิลลิเมตร น้ำหนักรุ่น S 1,330 กิโลกรัม รุ่น E 1,355 กิโลกรัม

ตัวรถมีขนาดกะทัดรัด ใช้งานในเมืองได้อย่างคล่องตัว ห้องโดยสารกว้างขวางเพราะฐานล้อยาวถึง 2,740 มิลลิเมตร (ฐานล้อแอคคอร์ด 2,800 มิลลิเมตร) และช่วยให้การทรงตัวมั่นคงขึ้นด้วย

พักประมาณ 15 นาที ก็เริ่มเคลื่อนขบวนสู่จุดพักรถที่ 2 ซึ่งอยู่ห่างออกไปประมาณ 43 กิโลเมตร ผมขยับไปนั่งบนเบาะหลังสุดฝั่้งเดียวกับผู้ขับ เพื่อให้ตากล้องวีดีโอเก็บภาพมุมอื่นบ้าง

ฮอนด้า ออกแบบเบาะแถว 2 ให้เป็นแบบแยก เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้โดยสารบนเบาะแถว 3 สามารถเดินผ่านระหว่างเบาะเพื่อเข้า-ออกได้ แต่ด้วยความเคยชิน ผมจึงใช้วิธีพับพนักพิงเบาะแถว 2 แล้วแทรกตัวเข้าไปนั่งบนเบาะแถว 3 ซึ่งก็ไม่ได้ลำบากแต่อย่างใด เพียงแต่ต้องปรับเบาะแถว 2 ใหม่เท่านั้น และก่อนนั่งบนเบาะแถว 3 ต้องเลื่อนหมอนรองศีรษะขึ้นมาก่อน ไม่เช่นนั้นจะค้ำหลังทำให้นั่งไม่สะดวก

แม้ จะระบุว่ารองรับผู้โดยสารได้ 7 ที่นั่ง โดยแบ่งเป็นด้านหน้า 2 คน แถวกลาง 2 คน และแถวหลัง 3 คน (ผู้โดยสารแถวหลังตรงกลางมีเข็มขัดนิรภัย 2 ตำแหน่งมาให้) แต่เมื่อดูจากลักษณะของเบาะนั่งและพื้นที่ด้านกว้างแล้ว ถ้าเป็นการเดินทางไกล การนั่งบนเบาะแถว 3 เพียง 2 คน จะสะดวกสบายกว่านั่ง 3 คน

ไม่ รู้ว่าเป็นเพราะผมนั่งบนเบาะหลังคนเดียวหรือเปล่า (เบาะหลังอีกด้านแยกพับแบบ 50:50 เพื่อวางสัมภาระ) จึงรู้สึกแปลกใจว่าเบาะแถว 3 ที่ดูหน้าตาแล้วไม่น่านั่งสบาย กลับให้ความสบายไม่แพ้เบาะแถว 2 แต่ก็ต้องอาศัยความเอื้อเฟื้อจากผู้โดยสารแถว 2 ด้วยเช่นกัน พื้นที่วางขามีให้พอสมควร นั่งหมุนไปหมุนมาเพื่อถ่ายรูป ฟรีด คันอื่นได้อย่างคล่องตัว แอร์แม้ไม่เย็นฉ่ำ แต่ก็ไม่ร้อนจนเหงื่อซึม

เนื่อง จากผู้ขับท่านนี้ใช้ความเร็วค่อนข้างสูง ประมาณ 120-140 กิโลเมตรต่อชั่วโมงในบางช่วง จึงพบว่าตัวรถมีอาการยวบยาบ เมื่อขับผ่านถนนที่เป็นคลื่นลอนโดยไม่ชลอความเร็ว

อาการ นี้ผมไม่แปลกใจ เพราะรถออกแบบให้ใช้เดินทางในแบบสบายๆ เน้นความนุ่มนวลที่ความเร็วต่ำ-ปานกลางเป็นหลัก แก้ไขไม่ยาก แค่ลดความเร็วลงเมื่อขับผ่านผิวถนนไม่เรียบ เท่านี้ก็ช่วยให้ผู้โดยสารนั่งได้สบายขึ้นแล้ว


ช่วงที่ 4 ระยะทาง 56 กิโลเมตร
การ ขับทดสอบในช่วงนี้ ถูกจองไว้ตั้งแต่แรกแล้วโดยเพื่อนสื่อมวลชนท่านหนึ่ง เนื่องจากรู้ว่าถนนก่อนถึงโรงแรม กว้าง เรียบ และค่อนข้างโล่ง สามารถวัดอัตราเร่งได้อย่างปลอดภัยและไม่รบกวนรถคันอื่น เมื่อถึงจุดแวะพักที่ 3 จึงติดตั้งเครื่องมือ ส่วนผมย้ายมานั่งเบาะหน้าข้างผู้ขับเพื่อช่วยควบคุมเครื่องมือ เป็นอันว่าวันนี้ได้ทดลองนั่งครบทุกตำแหน่งแล้ว

ออก จากจุดพักรถปั๊มปตท. บ้านลาดเพชรบุรี ใช้ความเร็วปกติมาจนถึงแยกถนนเลี่ยงเมือง ขับตรงเข้าเมืองไปทางชะอำได้ไม่นานก็ถึงถนนที่ปลอดภัยพอสำหรับการทดสอบ จึงนำรถชิดขอบทาง รอจังหวะรถว่างแล้วกดค้นเร่งมิดเพื่อออกตัว เนื่องจากถนนค่อนข้างโล่ง จึงมีโอกาสได้ทดสอบอัตราเร่งหลายครั้ง พบว่าครั้งแรกดีที่สุด

• อัตราเร่ง 0-60 กม./ชม. – 7.3 วินาที
• อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. – 16.7 วินาที
• อัตราเร่ง 0-120 กม./ชม. – 25.2 วินาที
• อัตราเร่ง 0-140 กม./ชม. – 36.1 วินาที
• เร่ง 0-400 เมตร ในเวลา 20.6 วินาที ความเร็ว 110.1 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
• เร่ง 0-1,000 เมตร ในเวลา 37.5 วินาที ความเร็ว 141.6 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

จากนั้นประมาณ 17.30 น. ก็เดินทางถึงที่พัก Rest Detail Hotel รีสอร์ตบรรยากาศริมทะเล ห้องพักแบ่งเป็น 2 ฝั่ง หันหลังชนกัน ตรงกลางคั่นด้วยสระว่ายน้ำขนาดใหญ่ สามารถว่ายไปหากันได้ น่าเสียดายที่ตากล้องวีดีโอของผมหนีกลับไปก่อน

ปิดท้ายด้วยการนั่ง 7 คน

หลัง พักผ่อนอาบน้ำอาบท่า ก็ถึงเวลาออกไปทานอาหารเย็น เพื่อความสะดวกสบายของสื่อมวลชน เจ้าหน้าที่ของฮอนด้าจึงรับหน้าที่เป็นสารถี พร้อมโชว์ความแม่นยำของระบบนำทางผ่านดาวเทียมไปยังร้านอาหารทะเล เป็นร้านโอเพ่นแอร์บรรยากาศเป็นกันเอง

การ เดินทางทั้งไปและกลับ นอกจากเพื่อนสื่อมวลชนกลุ่มเดิมที่เดินทางมาด้วยกันรวม 4 คนแล้ว ยังมีเพื่อนมาสบทบเพิ่มอีก 2 รวมคนขับเป็น 7 คน ผมมีโอกาสนั่งกลางเบาะแถว 3 โดยไม่ตั้งใจ พบว่าเป็นไปตามคาดคือ นั่งไม่ค่อยสบายนัก เพราะเบาะตรงกลางเป็นเนินสูงขึ้นมา และถ้าผู้โดยสารฝั่งซ้ายและขวาขยับช่วยนิดหน่อย ก็สามารถเอนหลังพิงได้ทั้ง 3 คนแบบไหล่ชนไหล่

วัน รุ่งขึ้นเดินทางกลับผลัดกันขับ 4 คนเหมือนเดิม แวะพักตามจุดต่างๆ ก่อนเดินทางกลับถึงโรงแรมสุโขทัย ทานอาหารว่างที่ฮอนด้าจัดเตรียมไว้ก่อนแยกย้ายกันกลับ

ขอบคุณ บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด อำนวยความสะดวกตลอดการเดินทาง


ขอบคุณที่มาข้อมูล motortrivia.com

Leave a Reply

theme by Mr Wordpress Themes | supported by: Wordpress Tutorial | sponsored by: Free Classified Ads, Love Sac & Online German Course